วิวัฒนาการราชกิจจานุเบกษา
สมัยรัชกาลที่ ๙
โดยสังเขป
วิวัฒนาการราชกิจจานุเบกษา
สมัยรัชกาลที่ ๙
โดยสังเขป
วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคต และเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เสด็จขึ้นครองราชย์ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยัง ทรงพระเยาว์ จึงมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว
ต่อมาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประธานพฤฒสภา ประธานสภาผู้แทนและคณะรัฐมนตรี ได้พิจารณาประกาศเฉลิมพระนามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๘๙ ว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช" ดังในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ ตอนที่ ๔๑ เล่ม ๖๓ วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๘๙ หน้า ๑ - ๒ ดังนี้
ราชกิจจานุเบกษา
ลักษณะรูปเล่มและกำหนดออก
ราชกิจจานุเบกษาเป็นวารสารรายสัปดาห์ กำหนดออกทุกวันอังคาร ขึ้นลำดับเล่มใหม่ทุกปี และเริ่มตอนที่ ๑ ในช่วงเดือนมกราคม ราชกิจจานุเบกษาในช่วงนี้มีแบบการจัดพิมพ์ที่เป็นมาตรฐาน แบ่งการพิมพ์ออกเป็น ๒ แผนก คือ แผนกราชกิจจา และแผนกกฎหมาย การจัดพิมพ์ของทั้งสองแผนกมีขนาดรูปเล่มเหมือนกัน คือกว้าง ๑๙.๕ ซม. ยาว ๒๑ ซม. ปกสีขาว มีตราครุฑสีดำอยู่บนปก
แผนกราชกิจจาจะรวบรวมเรื่องที่ทางราชการต้องการประกาศให้ ประชาชนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทราบ ประกอบด้วย ประกาศ ข้อบังคับ คำสั่ง ระเบียบ รายงาน แจ้งความ ข่าวในพระราชสำนัก หมายกำหนดการ แถลงการณ์ บันทึกการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ บันทึกการประชุมสภาผู้แทน วุฒิสภาและรัฐสภา โดยแบ่งเป็น ๒ ภาค และแต่ละภาคมีสารบาญเนื้อเรื่องแยกกัน มีเลขหน้าเรียงลำดับต่อกันแม้วันตอนพิเศษ
ตอนพิเศษจะออกเมื่อมีเรื่องสำคัญ การออกไม่เป็นไปตามกำหนดเวลา มีสารบาญทุกตอน เลขหน้าจะเริ่มจากหน้า ๑ ทุกครั้ง แล้วตอนจะเรียงลำดับต่อจากฉบับสามัญ เช่น
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๓ ปี พ.ศ. ๒๔๘๙
- ตอนที่ ๑ เป็นฉบับสามัญ ออกวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๙
- ตอนที่ ๒ เป็นฉบับพิเศษ ออกวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๙
- ตอนที่ ๓ เป็นฉบับสามัญ ออกวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๙
จะพบว่า "ตอน" ของราชกิจจานุเบกษาฉบับสามัญและฉบับพิเศษ เรียงลำดับต่อกัน การจัดพิมพ์ราชกิจจานุเบกษาแต่ละตอน มีจำนวนหน้าไม่แน่นอน ดังปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๖๓ พ.ศ. ๒๔๘๙
- ตอนที่ ๑ หน้า ๑ - ๕๑ จำนวน ๕๑ หน้า
- ตอนที่ ๒ หน้า ๑ - ๕๓ จำนวน ๕๓ หน้า
- ตอนที่ ๓ หน้า ๕๔ - ๖๗ จำนวน ๒๔ หน้า
- ตอนที่ ๔ หน้า ๖๘ - ๑๒๐ จำนวน ๔๓ หน้า
- ตอนที่ ๖ หน้า ๑๒๑ - ๑๕๔ จำนวน ๓๔ หน้า
- ตอนที่ ๗ หน้า ๑๕๔ - ๑๖๒ จำนวน ๔ หน้า
- ตอนที่ ๙ หน้า ๑๖๓ - ๑๖๕ จำนวน ๓ หน้า
- ตอนที่ ๑๐ หน้า ๑๖๖ - ๑๗๐ จำนวน ๕ หน้า
- ตอนที่ ๑๑ หน้า ๑๗๐ - ๑๘๓ จำนวน ๑๖ หน้า
- ตอนที่ ๑๒ หน้า ๑๘๔ - ๒๐๙ จำนวน ๓๓ หน้า
หรือ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๐ พ.ศ. ๒๕๑๖
- ตอนที่ ๑๓๖ หน้า ๓๔๐๒ - ๓๔๔๕ จำนวน ๗๓ หน้า
- ตอนที่ ๑๓๙ หน้า ๓๔๔๕ - ๓๕๑๓ จำนวน ๖๙ หน้า
- ตอนที่ ๑๔๐ หน้า ๓๕๑๓ - ๓๖๗๓ จำนวน ๑๕๕ หน้า
- ตอนที่ ๑๔๒ หน้า ๓๖๗๓ - ๓๗๙๒ จำนวน ๗๕ หน้า
(จากตัวอย่างตอนที่ ๑ - ๑๒ และตอนที่ ๑๓๖ - ๑๔๒ ตอนที่ขาดไปเป็น ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ ซึ่งแต่ละตอนมีจำนวนหน้าไม่แน่นอนเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๐ พ.ศ. ๒๕๑๖)
- ตอนที่ ๑๔๗ หน้า ฉบับพิเศษ หน้า ๑ - ๔๔๐ จำนวน ๔๔๐ หน้า
- ตอนที่ ๑๓๘ หน้า ฉบับพิเศษ หน้า ๑ - ๔๒ จำนวน ๔๒ หน้า
- ตอนที่ ๑๔๑ หน้า ฉบับพิเศษ หน้า ๑ - ๒๑ จำนวน ๒๑ หน้า
ตามที่กล่าวมา จะเห็นว่าราชกิจจานุเบกษาแต่ละตอนทั้งฉบับสามัญและ ฉบับพิเศษ มีจำนวนหน้าไม่เท่ากัน มากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ หรือเรื่องราวที่ปรากฏในช่วงนั้นๆ
ตามที่กล่าวมา จะเห็นว่าราชกิจจานุเบกษาแต่ละตอนทั้งฉบับสามัญและ ฉบับพิเศษ มีจำนวนหน้าไม่เท่ากัน มากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ หรือเรื่องราวที่ปรากฏในช่วงนั้นๆ
แผนกกฎหมาย รวมเรื่องทางราชการที่มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายหรือเสมือนกฎหมายได้ ประกอบด้วย รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎ ก.พ. กฎสำนักนายกรัฐมนตรี กฎกระทรวง เทศบัญญัติ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ข้อบังคับ (สุขาภิบาล) ข้อบัญญัติ (จังหวัด ตำบล) ประกาศพระบรมราชโองการ เทศบัญญัติ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ข้อบังคับ (สุขาภิบาล) ข้อบัญญัติ (จังหวัด ตำบล) ประกาศ พระบรมราชโองการ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศกระทรวงมหาดไทย และข้อกำหนด (สำหรับ ๓ ประเภทหลังจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ในกรณีที่พระราชบัญญัติให้อำนาจไว้) โดยแบ่งการพิมพ์เป็น ๒ ภาค และแต่ละภาคมีสารบาญแยกกัน เลขหน้าเรียงลำดับต่อกันเว้น ฉบับพิเศษจะเริ่มหน้า ๑ ใหม่ทุกครั้ง เช่นเดียวกับแผนกราชกิจจาและแผนก
ในกรณีที่ข้อความในราชกิจจานุเบกษาเกิดความผิดพลาดไปจากความเป็นจริง จะมีใบแก้คำผิดไว้ท้ายตอนต่อไป เรียกว่า "ใบบอกแก้" เช่น ใบบอกแก้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๖๕ ตอนที่ ๗๔๕ วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๔๙๑ โดยจะบอกว่าเป็นข้อความของหน่วยงานใด เรื่องอะไร ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่เท่าใด ตอนใด วันที่เท่าใด แก้ข้อความใด หน้าไหน บรรทัดที่เท่าใด และในช่วงหลังในใบคำผิด จะใช้ว่า "แก้คำผิด" ดังข้อความที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๐ ตอนที่ ๑๔ วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ หน้า ๓๔๓ ดังนี้เป็นต้น
ราชกิจจานุเบกษา
การบอกรับราชกิจจานุเบกษา
ประเทศไทยมีวิวัฒนาการ และการเปลี่ยนแปลงด้านภาษาและวรรณกรรมตลอดมา ดังเช่น "ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี" เรื่องการปรับปรุงตัวอักษรไทย เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๔๘๕ (ลงในราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ ๓๕ เล่มที่ ๕๙ วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๘๕ หน้า ๑๐๑๓๗ - ๑๐๑๔๑) ที่ให้ตัดใช้สระ ใ, ฤ, ฤๅ, ฦ, ฦๅ, รวม ๕ ตัว ส่วนพยัญชนะที่ตัดออกมี ฃ, ฅ, ฆ, ฌ, ญ, ฎ, ฏ, ฐ, ฒ, ณ, ด, ษ, ห รวม ๑๓ ตัว ส่วน ณ (หญิง) ให้คงไว้ แต่ให้ตัดเขิงออกเสีย คงเป็นรูป (ไม่มีเขิง) สำหรับพยัญชนะที่คงไว้มี ๓๑ ตัว ดังนี้ คือ
ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๙๑ การบอกรับราชกิจจานุเบกษามีราคาสูงขึ้น และมีกฎเกณฑ์รายละเอียดเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นฐานปฎิบัติปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๕ ท้ายตอนที่ ๒ วันที่ ๖ มกราคม ๒๔๙๑ เรียกว่า "ระเบียบการรับหนังสือราชกิจจานุเบกษา" แจ้งกำหนดออกเป็นรายสัปดาห์ ทุกวันอังคาร และในระหว่างสัปดาห์ ถ้ามีการพิเศษจะออกเป็นฉบับพิเศษ โดยมีอัตราค่าบอกรับหนังสือราชกิจจานุเบกษา ดังนี้
- ค่ารับหนึ่งปี ๒๐ บาท
- ค่ารับครึ่งปี ๓๐ บาท
- ขายปลีกตอนละ ๒.๐๐ บาท (เฉพาะสมาชิก)
หลักเกณฑ์การบอกรับ มี ๔ ประการ คือ
- การบอกรับต้องบอกรับเต็มปี (มกราคม - ธันวาคม) หรือครึ่งปี (มกราคม - มิถุนายน หรือกรกฎาคม - ธันวาคม) จะรับบางปี หรือรับครึ่งปีไม่ได้
- การบอกรับหรือซื้อปลีกส่งต้องชำระเงินล่วงหน้า ผู้อยู่ต่างจังหวัด จะส่งเงินทางธนาณัติหรือเช็คไปรษณีย์ได้ โดยส่งจ่าย ณ ที่ทำการ ไปรษณีย์หน้าพระลาน
- การติดต่อให้ติดต่อที่แผนกราชกิจจานุเบกษา ณ คาลาลูกซุน พระบรมมหาราชวัง การชำระเงินให้ชำระที่กองคลัง กรมเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ณ วังปารุสกวัน ถนนราชดำเนินนอก
- หนังสือราชกิจจานุเบกษาตอนใด ถ้าไม่ได้รับให้แจ้งขอภายในกำหนด ๒ เดือน เกินกำหนดจะไม่จ่ายให้
ลงท้ายว่า กองประกาศิต กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คงจะเป็นผู้วางระเบียบการรับหนังสือนี้
ส่วนท้ายสุดของระเบียบ จะมีข้อความว่า หนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นของกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
แผนกราชกิจจานุเบกษา กองประกาศิต เป็นเจ้าหน้าที่ และบอกโรงพิมพ์และที่ตั้งไว้เช่นเดียวกับระเบียบการ ปี ๒๔๘๙
ราชกิจจานุเบกษาในรัชกาลปัจจุบัน ยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม เช่นรัชกาลก่อนๆ ในด้านเนื้อหาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจาก ขนาดและรูปเล่มและกำหนดออก จึงได้ยกตัวอย่างเพียงบางช่วงเท่านั้น มาแสดงไว้ ณ ที่นี้
ราชกิจจานุเบกษา
เรื่องที่ลงในราชกิจจานุเบกษา
เรื่องที่ลงในราชกิจจานุเบกษาช่วงปี ๒๔๘๙ - ปัจจุบัน เป็นเรื่องที่มีคุณค่าทุกด้านไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา การศึกษา ฯลฯ ถ้าศึกษาข้อมูลแต่ละด้านในราชกิจจานุเบกษาจะทำให้เราทราบถึงประวัติพัฒนาการ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นในด้านนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น
ด้านเศรษฐกิจ
เงินตราของไทย เหรียญและธนบัตรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนซื้อขายเรื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ เราสามารถศึกษาประวัติความเป็นมาในช่วงปี ๒๔๘๙ ได้จากประกาศของกระทรวงการคลัง เรื่องกำหนดลักษณะเหรียญหรือจำนวนเงินเหรียญและธนบัตรราคาต่างๆ ที่ลงในราชกิจจานุเบกษา กระทรวงการคลัง...
- ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๓ ตอนที่ ๒๒ วันที่ ๗ เมษายน ๒๔๘๙ หน้า ๔๙๓ - ๔๙๔ แจ้งความของกระทรวงการคลัง "เรื่องจำหน่ายธนบัตร ชนิดราคา ๕๐ สตางค์แบบใหม่" โดยจะบอกลักษณะของธนบัตรด้านหน้า ด้านหลัง สี และขนาด
- ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๓ ตอนที่ ๒๒ ลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๔๘๙ หน้า ๖๑๑ - ๖๑๑ ประกาศกระทรวงการคลัง "เรื่องเหรียญกษาปณ์ดีบุก" ชนิดราคาต่างๆ ๔ ชนิด ได้แก่ ก. เหรียญกษาปณ์ดีบุกชนิดราคาสิบสตางค์ หนักอันละ ๕ กรัม ข. เหรียญกษาปณ์ดีบุกชนิดราคายี่สิบสตางค์ หนักอันละ ๒.๕ กรัม ค. เหรียญกษาปณ์ดีบุกชนิดราคาสิบสตางค์ หนักอันละ ๑.๒๕ กรัม ง. เหรียญกษาปณ์ดีบุกชนิดราคาห้าสตางค์ หนักอันละ ๑.๒๕ กรัม และบอกรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นผ่านศูนย์กลาง ลักษณะลวดลายตราด้านหน้า ด้านหลัง และวันที่เริ่มใช้
- ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๓ ตอนที่ ๔๐ วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๘๙ หน้า ๗๔๖๓ - ๗๔๗๗ แจ้งความของกระทรวงการคลัง "เรื่องจำหน่ายธนบัตร ชนิดราคา ๑ บาท แบบใหม่" บอกลักษณะด้านหน้า ด้านหลัง สี และขนาด
- ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๓ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๘๙ หน้า ๑๗๔๒ - ๑๗๕๕ ประกาศ "เรื่องกำหนดลักษณะธนบัตรชนิดราคา ๑๐๐ บาท แบบ ๔" ที่จะจำหน่ายออกใช้ โดยบอกรูปลักษณะ เช่นเดียวกัน
- ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๓ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๘๙ หน้า ๑๔๙๓ - ๑๕๘๙ ประกาศของกระทรวงการคลัง "เรื่องกำหนดลักษณะธนบัตรชนิดราคา ๕ บาท แบบ ๔" และ "เรื่องกำหนดลักษณะธนบัตรชนิดราคา ๑ บาท แบบ ๔" ที่จะจำหน่ายออกใช้ มีลายมัลลและเทียบเคียงกับลักษณะด้านหน้า ด้านหลัง สี และขนาดของธนบัตรทั้งสองราคา
- ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๓ ตอนที่ ๗๔ วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๔๘๙ หน้า ๑๔๔๔ - ๑๔๔๙ ประกาศ "เรื่องกำหนดรูปพรรณะธนบัตรชนิดราคา ๑๐ บาท แบบ ๔" ที่จะจำหน่ายออกใช้ โดยบอกรูปลักษณะ เช่นเดียวกัน ตอนท้ายเรื่องจำหน่ายธนบัตรและเหรียญชนิดราคาต่างๆ จะมีข้อความกำกับว่า "ธนบัตรชนิดราคานั้นๆ ยังคงเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายมาตราตามเดิม"
นอกจากนี้ยังมีประกาศยกเลิกธนบัตรที่ต้องให้บังคับใช้บาทชนิด ดังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๓ ตอนที่ ๗๒ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๘๙ หน้า ๑๔๐๓
๒๔๘๔ ประกาศ "เรื่องยกเลิกธนบัตรที่ต้องให้บังคับใช้บาทชนิด" สาเหตุจากมีการปลอมแปลงมาก จึงได้ยกเลิกธนบัตรชนิดและราคายี่สิบบาท ทุกแบบที่ดออกให้ใช้ก่อนวันประกาศนี้
และธนบัตรชนิดและราคาห้าสิบบาทแบบที่ดออกให้ใช้ก่อน วันประกาศนี้
และต่อด้วยแถลงการณ์กระทรวงการคลัง "เรื่องยกเลิกธนบัตรชนิดราคา ยี่สิบบาท และห้าสิบบาท" หน้า ๑๔๘๕ - ๑๕๔๗
จากประกาศและแจ้งความของกระทรวงการคลังในสมัยนี้ ดังกล่าวทำให้เราได้ทราบถึงประวัติพัฒนาการ ราคา รูปลักษณะของเหรียญและธนบัตร ที่ผลิตและจำหน่ายออกให้ใช้ในช่วงนั้น รวมถึงการยกเลิกธนบัตรบางชนิดและสาเหตุในการยกเลิกดังนี้เป็นต้น
section-religion
ด้านศาสนา
ราชกิจจานุเบกษาปีพ.ศ. ๒๕๑๖ มีประกาศของกระทรวงศึกษาธิการเรื่องตั้งวัดในพระพุทธศาสนาตามจังหวัดต่างๆ เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนในสมัยนั้นนิยมการสร้างวัด ดังตัวอย่าง
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๐ ตอนที่ ๑๕๒ วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๖ หน้า ๓๔๖๐ ประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ "เรื่องตั้งวัดในพระพุทธศาสนา" มีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อวัดผู้ที่ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด สถานที่ก่อสร้างวัดแล้วเสร็จ กำหนดชื่อวัด และวันเดือนปีที่ประกาศ
นอกจากการสร้างวัดแล้ว ยังมีประกาศย้ายวัด และยกฐานะวัดเป็นพระอารามหลวงด้วย ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๐ ตอนที่ ๑๕๓ หน้า ๑๕๒๓ ประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง "เรื่องย้ายวัดจริง" บอกสถานที่ตั้ง สาเหตุการย้าย สถานที่ตั้งใหม่ กำหนดชื่อวัดพร้อมวันเดือนปีที่ประกาศ
ราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ เล่ม ๙๐ ตอนที่ ๑๗ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ หน้า ๘ แจ้งความกระทรวงศึกษาธิการ "เรื่องยกวัดราษฎร์ เป็นพระอารามหลวง" คือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ โดยพระบรมราชานุญาต ให้วัดชื่ออะไร สถานที่ตั้ง เป็นพระอารามหลวง ชั้นใด ชนิดใด เพื่ออะไร ตั้งแต่เมื่อใด ตอนท้ายบอกวันเดือนปีที่แจ้งความ
จากข้อมูลในราชกิจจานุเบกษา ทำให้ทราบว่าวัดที่เกิดขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ มีจำนวนเท่าใด วัดอะไรบ้าง อยู่ที่ไหน และยังทราบถึงการสร้างวัดจะต้องขออนุญาตกระทรวงศึกษาธิการก่อน เมื่อสร้างแล้วเสร็จ จะต้องแจ้งให้ทราบเพื่อกระทรวงศึกษาธิการจะประกาศตั้งวัดพร้อมกำหนดชื่อวัดให้ นอกจากนี้ยังได้ทราบว่ามีการย้ายวัดใดบ้าง และมีการยกฐานวัดราษฎร์บางวัดเป็นพระอารามหลวงบ้าง
section-history
ด้านประวัติศาสตร์
ราชกิจจานุเบกษาแจ้งข้อมูลเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เช่น ข่าวในพระราชสำนัก การแต่งตั้งโดยย้ายข้าราชการ ประกาศแจ้งความ เรื่องของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ตัวอย่าง ประกาศที่ลงในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ เล่มที่ ๖๓ ตอนที่ ๓๙ วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ หน้า ๔ - ๕ การสเด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ และการอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙
ด้านขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม
ข่าวและเรื่องราวที่ลงในราชกิจจานุเบกษา ทำให้เราทราบถึงขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ โดยเฉพาะข่าวในพระราชสำนักจะให้ข้อมูลเป็นอย่างมาก เช่น แถลงการณ์รัฐสภาที่ลงในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ ๖๓ ตอนที่ ๓๙ วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ หน้า ๑ เรื่องสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ สเด็จสวรรคต สมควรที่เจ้าราชการแทนพระองค์ ประชาชนไทยทุกคน มีกำหนด ๑ ปี และให้ผลลงถึงเจ้าตามระเบียบ
ประกาศของสำนักพระราชวังเรื่องรายออกจากฐานันดรศักดิ์ที่ลงในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๖๓ ตอนที่ ๕๓ วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๔๘๙ หน้า ๑๐๐๕ จะเห็นว่าสตรีที่มีฐานันดรศักดิ์ที่ตั้งแต่ตำแหน่งใดก็ตามที่ไม่มีนามสกุลดังแต่เดิมอาจหม้ายขึ้นไป เมื่อทำสมรสกับสามัญชนจะออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์
ด้านการเมืองการปกครอง
ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมร่างรัฐธรรมนูญ การประชุมผู้แทนวุฒิสภา และรัฐสภา ทำให้ทราบถึงความเป็นไปทางการเมืองการปกครองได้อย่างดี ดังบันทึกที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ลงในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ ๙๐ ตอนที่ ๑๑๗ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๑๖ หน้า ๑๒
ด้านภูมิศาสตร์
มีการแบ่งเขต และกำหนดเขตที่ดินในจังหวัด อำเภอต่างๆ การรวมจังหวัด การแยกจังหวัด และการเลื่อนระดับของตำบล อำเภอ ทำให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิศาสตร์ เช่น พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราษบุรี พ.ศ. ๒๔๘๙ ที่ลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๓ ตอนที่ ๖๑ วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๔๘๙ หน้า ๕๕๕
ด้านกฎหมาย
เป็นที่รวมของกฎหมาย กฎกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ซึ่งแยกเป็นภาคกฎหมายโดยเฉพาะ เราสามารถศึกษาข้อมูลประวัติพัฒนาการด้านกฎหมายได้อย่างละเอียด เช่น กฎ ก.พ. ฉบับที่ ๗๐๓ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่ลงในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ เล่ม ๙๐ ตอนที่ ๖ วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๑๖ หน้า ๔ ว่าด้วยการเทียบตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นในสำนักพระราชวัง
ราชกิจจานุเบกษา
ความสรุป
เนื่องจากราชกิจจานุเบกษาเป็นหนังสือสำคัญทางราชการ เป็นหนังสือลงประกาศใช้กฎหมายและข่าวสำคัญต่างๆ ของชาติบ้านเมือง จึงมีประโยชน์และคุณค่าสูงยิ่งในการศึกษาค้นคว้า โดยเฉพาะฉบับย้อนหลัง เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและอ้างอิงได้ในทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ภาษา วรรณคดี ขนบธรรมเนียมประเพณี และประวัติบุคคล ฯลฯ ในการศึกษาค้นคว้า ถ้าอ่านดูเพียงฉบับเดียวก็จะเฉพาะเรื่องหรือกฎหมายที่ต้องการค้นคว้า แต่ถ้านำมาวิเคราะห์เยงยุคสมัย ก็จะได้ประวัติศาสตร์ของชาติทั้งทุกทุ่มทุ่ม ดังกล่าวไว้ว่า เมื่อเปรียบเทียบกับตำนานจดหมายเหตุและพงศาวดาร ของประเทศไทยในสมัยก่อนแล้ว ราชกิจจานุเบกษาก็คงอยู่ในรูปหนังสือประเภทเดียวกัน แต่ให้ข้อมูลที่สาเหลือและมีความถูกต้องยิ่งมากกว่า