ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก (Skip to main content)

พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดยสังเขป

ระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีชวด จุลศักราช ๑๑๖๒ ตรงกับวันที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๓๔๗ ทดสอบบบบบบบบบบบบบบบบบ

มีพระนามเดิมว่า "เจ้าฟ้ามงกุฎ" ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๔๓ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี (เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด) และทรงเป็นพระราชนัดดา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้สถาปนา พระบรมราชจักรีวงศ์และสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี

เมื่อพุทธศักราช ๒๓๖๗ ได้เสด็จออกผนวชเป็นเวลา ๒๗ พรรษา ระหว่างทรงผนวชในสมณเพศ ได้สนพระราชหฤทัยศึกษา พระไตรปิฎกและแบบแผนของสงฆ์ ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ปรากฏในพงศาวดารว่าได้สนพระราชหฤทัยและศึกษาภาษาต่างประเทศ ทรงเรียนภาษาอังกฤษ จากบาทหลวงชาวตะวันตก ทรงลงลายมือชื่อในจดหมายว่า "Mongkut" ทรงเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวยุโรปและชาวอเมริกัน

ในพุทธศักราช ๒๓๙๔ ทรงลาสิกขาเพื่อขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงครองสิริราชสมบัติเป็นเวลา ๑๗ ปี ๖ เดือน ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ทั้งด้านการปกครอง การพัฒนาประเทศ การต่างประเทศ และการศาสนา ทรงริเริ่มให้มีการปฏิรูปประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยใน การ ศึกษาวิชาการแขนงต่าง ๆ ทั้งด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และวิทยาการสมัยใหม่จากอารยชาติตะวันตก มาตั้งแต่ครั้งทรงผนวช ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ บาลี สันสกฤต คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และการเมืองในต่างๆ ประเทศ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระบรมราโชบายในการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย หลายด้าน ทรงเปิดประเทศให้สามารถดำเนินค้าขายกับเอกชาติอยู่ได้ ในภาวะที่อิทธิพลของจักรวรรดินิยม ตะวันตกเรื่มแผ่เข้าสู่ภูมิภาค ตะวันออก ทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวกับ การเข้าเฝ้าฯ ประเพณีสงสัยต่าง ๆ และทรงสถาปนาพระราชบัญญัติ ตามธรรมเนียมของชาติตะวันตกโดยอนุวัตน์เฝ้า ๙ ได้ ในท้องพระโรง โปรดให้สร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และได้พระราชทาน ตอบแทนแก่ชาวต่างประเทศ

นอกจากนี้ ทรงปรับปรุงความสัมพันธ์ ระหว่างพระมหากษัตริย์กับราษฎรให้เข้าถึงกาลสมัย เช่น โปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรถวายฎีกา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทได้ตามกฎกาลทุกวัน โรม รวมเดือนละ ๔ ครั้ง ทรงริเริ่มประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทรงว่ายน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และสาบานว่า จะซื่อสัตย์ต่อพลกำลังของพระองค์ด้านแทนประเพณีเดิม ที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับ เป็นประธาน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการดื่มน้ำกระทำสัตย์แต่ฝ่ายเดียว

section-foreign

ในด้านกฎหมาย ได้มีพระบรมราชโองการ หรือ ประกาศ กฎหมายต่าง ๆ ออกมา เป็นจำนวนมากเพื่อความผาสุก และให้ความเป็นธรรมแก่ อาณาประชาราษฎร์ อาทิ การลดภาษีอากร ลดหย่อนค่านา ยกเลิกการ เก็บอากรตลาด เปลี่ยนเป็นเก็บภาษีโรงร้านเรือนแพจากผู้ค้าขาย รายใหม่ ประกาศมิให้ตกข้าวแก่ชาวนา ออกพระราชบัญญัติกำหนด ใช้ค่าที่ดินให้ราษฎรเมื่อมีการเวนคืน ออกประกาศเตือนราษฎรให้ รอบคอบในการทำนิติกรรม และที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ทรงออกกฎหมาย กำหนดลักษณะของผู้ที่จะถูกขายเป็นทาสให้ เป็นธรรมยิ่งขึ้น โปรดเกล้า ฯ ให้ยกเลิกกฎหมายเดิมที่ให้ สิทธิบิดา มารดา และสามีในการขายบุตรและภรรยา และตราพระราชบัญญัติ ใหม่ให้การซื้อขายทาส เป็นไปด้วยความยินยอมของเจ้าตัวที่จะถูกขาย เป็นทาสเท่านั้น

ในด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ได้ทรงสร้างสัมพันธไมตรีกับ ชาติตะวันตก โดยยึดหลักการประนีประนอมด้วยวิถีทางการทูต ได้ทรง ทำสัญญาทางไมตรีและการค้าในลักษณะใหม่ กับอังกฤษเป็นชาติแรก คือ สนธิสัญญาเบาริ่ง เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๘ และกับชาติอื่น ๆ ในลักษณะ เดียวกันในเวลาต่อมา

ในด้านเศรษฐกิจการค้า ได้โปรดให้ยกเลิกระบบการค้าแบบผูกขาดของ ทางราชการไทย แต่เดิม และแบบบรรณาการกับจีน พระองค์ได้มี พระราชดำริปรับปรุงระบบเงินตราของไทยให้ได้ มาตรฐาน โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งโรงกษาปณ์ขึ้นเพื่อผลิตเหรียญเงินขนาดต่าง ๆ ใช้แทนเงิน พดด้วง ประกาศพิกัดอัตราแลกเปลี่ยนเงินเพื่อช่วยให้การแลกเปลี่ยน ซื้อขายสินค้าได้คล่องและเป็นสากลขึ้น

ในด้านการทหาร ได้โปรดให้มีการจัดระเบียบทหารใหม่ และมีการฝึก ทหาร ตามแบบอย่างตะวันตก ตลอดจนได้โปรดให้มีตำรวจนครบาล ขึ้นเป็นครั้งแรก

ในด้านการพระศาสนา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรง ทำนุบำรุง และบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นอย่างมากทรงสร้างและบูรณะ ปฏิสังขรณ์ วัด ปูชนียสถาน และปูชนียวัตถุ ทรงส่งสมณทูต ไปลังกา ทรงกวดขันความประพฤติของภิกษุ สามเณร ให้อยู่ในพระธรรมวินัย ตลอดจนได้ทรงนำพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องในการพระราชพิธีต่าง ๆ ซึ่งเดิมจัดตามพิธี พราหมณ์เพียงอย่างเดียว เช่น พระราชพิธี บรมราชาภิเษก พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธี โสกันต์ เป็นต้น นอกจากนี้ได้พระราชทานเสรีภาพทางศาสนาแก่ ประชาชนและได้ พระราชทานที่ดินแก่ศาสนิกชนคริสเตียนเพื่อสร้าง โบสถ์ อีกทั้งโปรดให้สร้างวัดถวายเป็นราชพลี แก่พระญวณนิกาย มหายาน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในด้านการศึกษาศิลปวิทยา ทรงมีพระปรีชาสามารถหลายด้าน รวมทั้งทางด้าน ดาราศาสตร์ กล่าวได้ว่าเทียบเท่านักดาราศาสตร์สากล ทรงสามารถคำนวณสุริยุปราคาเต็มดวง ในพุทธศักราช ๒๔๕๑ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เป็นที่เลื่องลือในวงการดาราศาสตร์นานาชาติ ส่วนการศึกษาของอาณาประชาราษฎร์ พระองค์ได้ทรงพัฒนาการศึกษาทั้งของข้าราชสำนัก และประชาชนทั่วไป ทรงส่งพระทัยกวดขันคนไทยให้ใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ทรงสนับสนุนโรงเรียน ของหมอสอนศาสนาที่เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยเพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้ภาษา อรรถคดี และวิทยาการของชาติตะวันตก โปรดให้จ้างครูสตรีชาวอังกฤษมาสอนภาษาอังกฤษแก่พระราชโอรส ธิดาและสตรีในราชสำนัก และยังได้ทรงพระกรุณาส่งข้าราชการระดับบริหารไปศึกษางานที่จำเป็น สำหรับราชการไทย ณ ต่างประเทศ นอกจากนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดตั้ง โรงพิมพ์หลวง ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๑ เรียกว่า "โรงอักษรพิมพการ" ทำหน้าที่ผลิต ข่าวสารของทางราชการเพื่อเผยแพร่ให้ราษฎรได้ทราบทั่วถึงกัน โดยเริ่มพิมพ์หมายประกาศต่าง ๆ มีลักษณะอย่างหนังสือพิมพ์ข่าว ใช้ชื่อว่า "ราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งยังคงมีอยู่สืบมาจนถึงปัจจุบัน โดยหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดพิมพ์ราชกิจจานุเบกษา คือ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

section-prarob

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติเป็นเวลา ๒๗ ปี ๖ เดือน

เสด็จสวรรคต เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ พระชนมพรรษา ๖๕ พรรษา

มีพระราชโอรส ๓๖๙ พระองค์ และพระราชธิดา ๔๓ พระองค์

พระราชปรารภ

ให้ตั้งการตีพิมพ์ราชกิจจานุเบกษา

พระราชปรารภ ซึ่งปรากฏตามประกาศเรื่องออกหนังสือ ราชกิจจานุเบกษา ฉบับแรก
(แปลงคำอ่านเป็นภาษาปัจจุบัน) ณ วันจันทร์ เดือนหน้า ขึ้นค่ำ ๑ ปีมะเมีย ยังเป็นนพศก (พ.ศ. ๒๔๐๑)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า ผู้ข้าราชการผู้น้อยผู้ใหญ่ทั้งหลายและราษฎรทั้งปวง ซึ่งอยู่ในพระนครและหัวเมือง ไม่ได้รู้ข้อราชการต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องของแผ่นดิน เพราะไม่มีหนังสือพิมพ์ประกาศข้อราชการต่างๆ ให้ทราบเหมือนอย่างหนังสือพิมพ์ในยุโรป ซึ่งเขามีพิมพ์ประกาศให้ราษฎรทราบโดยทั่วกัน จึงมีพระราชดำริให้จัดทำหนังสือพิมพ์ประกาศข้อราชการและเรื่องราวต่างๆ ขึ้น เพื่อประโยชน์แก่ราษฎรและข้าราชการทั้งปวงที่มีความประสงค์อยากจะทราบเหตุต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการตีพิมพ์ราชกิจจานุเบกษาขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการประกาศข้อราชการ กฎหมาย และข่าวสารต่างๆ ให้แก่ประชาชนและข้าราชการได้รับทราบอย่างทั่วถึง นับเป็นหนังสือพิมพ์ทางราชการฉบับแรกของประเทศไทย

ในระยะแรก ราชกิจจานุเบกษาออกสัปดาห์ละครั้ง มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งพระราชกฤษฎีกา ประกาศพระบรมราชโองการ ข่าวในพระราชสำนัก และข่าวสารทั่วไปของบ้านเมือง รูปแบบและเนื้อหาได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนังสือราชการที่มีความสำคัญยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดินสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ลักษณะของราชกิจจานุเบกษาฉบับแรกนั้น พิมพ์ด้วยตัวอักษรไทย บนกระดาษขนาดใหญ่ มีหน้าปกประดับด้วยตราแผ่นดิน เนื้อหาภายในแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนประกาศราชการ และส่วนข่าวสารทั่วไป โดยมีการพิมพ์เผยแพร่ตามพระราชประสงค์ที่ต้องการให้ราษฎรและข้าราชการได้รับทราบข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียมกัน

และสิ่งที่พิจารณาเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย และราษฎร ทั้งปวงที่มีความประสงค์อยากจะทราบเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในประเทศสยามนี้ และประเทศอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน ก็คือการที่จะได้มีหนังสือพิมพ์ออกมาให้ทราบกัน

เพราะฉะนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการตีพิมพ์หนังสือนี้ขึ้น เพื่อจะได้แจ้งข้อราชการและเรื่องราวต่างๆ ให้ทราบทั่วกัน โดยจะออกสัปดาห์ละฉบับ เป็นประจำสม่ำเสมอ และราคาค่าบอกรับก็ได้กำหนดไว้ตามสมควร เพื่อให้ราษฎรทั่วไปสามารถบอกรับได้โดยสะดวก

หนังสือนี้จะได้ลงพิมพ์เรื่องราวต่างๆ ทั้งในและนอกราชอาณาจักร เช่น ประกาศพระบรมราชโองการ พระราชกฤษฎีกา ประกาศกฎหมายต่างๆ ข่าวในพระราชสำนัก และข่าวสารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ซึ่งจะช่วยให้ราษฎรและข้าราชการได้รับทราบข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงและเสมอภาคกัน

นับตั้งแต่วันที่ราชกิจจานุเบกษาได้รับการจัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรกนั้น หนังสือฉบับนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินและการสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศสืบมาจนถึงปัจจุบัน

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

แม้ว่าการดำเนินการในระยะแรกๆ ยังมีข้อจำกัดต่างๆ ทั้งในด้านบุคลากร เครื่องมือ และงบประมาณ แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการดำเนินการให้ราชกิจจานุเบกษาออกเผยแพร่ได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารทางราชการของประเทศไทยในเวลาต่อมา

หลังจากราชกิจจานุเบกษาได้ออกมาตั้งแต่ปีแรก ก็ได้มีการปรับปรุงรูปแบบ เนื้อหา และวิธีการดำเนินงานอยู่เสมอ ทั้งในด้านการจัดพิมพ์ การเผยแพร่ และการบอกรับ จึงนับได้ว่า ราชกิจจานุเบกษาเป็นสื่อทางการของรัฐที่มีประวัติความเป็นมายาวนานที่สุดในประเทศไทย และสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของการบริหารราชการแผ่นดินของไทยตลอดมา

ขุนปฏิกรณ์พิชิต ขุนเหรียญรักษาวิทย์ กรมเหรียญอย่างเป็นผู้เรียบเรียง